วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2553

ทริปท่องเที่ยว วัดม่วง ตลาดสามชุก ลูกหลานพันมังกร

วัดม่วง ตลาดสามชุก ลูกหลานพันธุ์มังกรเดินทาง
โดยรถบัสปรับอากาศ 1วัน เดินทางสู่ วัดม่วง ที่ อ.วิเศษไชยชาญจ.อ่างทอง เที่ยวชมตลาดร้อยปีสามชุก อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี และ ชมพิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร1วัน (กรุงเทพ-อ่างทอง)9.00น-คณะเดินทางพร้อมกันที่ หน้าประตูมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
10.30น-เดินทางถึง วัดม่วง อ.วิเศษไชยชาญ จ.อ่างทอง
บริการอาหารว่างเพิ่มรูปภาพและ เครื่องดื่ม
13.00น เดินทางถึง ตลาดร้อยปี สามชุก จ.สุพรรณบุรี 15.30น เดินทางถึง ลูกหลานพันธุ์มังกร อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี
18.00น. -เดินทางกลับถึง กรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ
อัตราค่าบริการ - ราคาท่านละ 1,200 บาท- ราคาช่วงเทศกาล 1,700 บาท
สิ่งที่ควรนำติดตัว - ยาประจำตัว กล้องถ่ายรูป อุปกรณ์กันแดด,ร่มพับ -เสื้อกันหนาว - รองเท้าที่สวมใส่สบาย

วัดม่วง อ.วิเศษไชชาญ จ.อ่างทอง


วัดม่วง อ.วิเศษฯ จ.อ่างทอง พระพุทธรูปที่ใหญ่ที่สุดในโลกประวัติความเป็นมา วัดม่วงเดิมทีวัดม่วงเป็นวัดร้าง สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ปี พ.ศ. ๒๒๓๐ ณ. แขวงเมืองวิเศษชาญ ซึ่งเคยได้เป็นเมืองหน้าด่
าน ที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ กรุงศรีอยุธยาได้เสียกรุงให้แก่พม่า พม่าได้เผาผลาญบ้านเมือง วัดวาอาราม และพระพุทธรูปไปเป็นจำนวนมาก สิ่งที่หลงเหลืออยู่ คือ ซากปรักหักพังของวัดวาอาราม และ พระพุทธรูป ที่อยู่บนเนินมีต้นไม้ใหญ่จำนวนมากเมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ ท่านพระคูวิบูลอาจารคุณ ( หลวงพ่อเกษม อาจารสุโภ ) ได้มาปักกลดธุงดงค์เห็นว่าบริเวณนี้เคยเป็นวัดร้าง จึงน่าปฏิบัติธรรม แต่ขณะปฏิบัติธรรม ได้ปรากฏนิมิต เห็นองค์หลวงปู่ขาว และหลวงปู่แดง มาบอกว่าให้ท่านได้ช่วยก่อสร้างวัดม่วงขึ้นมาใหม่ เพราะท่านพระครู เป็นผู้มีบารมี ที่สามารถจะก่อสร้างบูรณะวัดม่วง ขึ้นมาใหม่ได้ด้วย ผู้ที่เคยอาศัยในสมัยก่อนได้มาเกิด และจะมาช่วยท่านแล้ว และในบริเวณวัดร้างนี้จะมีศิลาขาว และศิลาแดงอยู่ คือ องค์ของหลวงปู่ขาว และหลวงปู่แดง นั้นเอง ซึ่งต่อมาท่านพระครูวิบูลอาจารคุณ ได้มีการปั้นองค์พระครบศิลาขาว และศิลาแดงไว้ โดยเรียกนามว่า หลวงปู่ขาว และหลวงปู่แดง จนถึงปัจจุบันนี้ จุด เด่นที่น่าสนใจของวัดม่วงมีหลายแห่งจุดแรก คือ อุโบสถที่มีรั้วล้อมรอบด้วยกำแพงกลีบบัวสีชมพู หากมองในระยะไกลจะมีความงดงามราวกับดอกบัวของจริง ภายในกำแพงยังมีรูปปั้นพระเกจิอาจารย์อีก ๑๐๘ องค์จุดที่๒ คือ วิหารแก้ว ภายในนอกจากจะเป็นที่ตั้งของโลงศพมุกบรรจุร่างหลวงพ่อเกษม ซึ่งมรณภาพเมื่อวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๔๔ ท่านสั่งให้เก็บร่างไว้ โดยท่านได้สร้างโลงมุกไว้ก่อนหน้านี้ถึง๑๐ ปี คือ ปี พ.ศ.๒๕๓๙ ยังมีรูปปั้นพระเกจิอาจารย์และเทพอีกประมาณ ๘๐ องค์จุดที่๓ แดนนรก เป็นแดนที่แสดงให้เห็นว่า ขณะมีชีวิตอยู่ทำกรรมอะไรไว้ เมื่อตายไปจะต้องรับกรรมอะไร ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่ยังมีกิเลสอยู่ในตัว และผู้ที่คิดจะทำความผิดจุดที่ ๔ แดนเชิดชูวีรชนไทย สร้างขึ้นมาเพื่อให้คนไทยได้รับรู้ว่า ความเป็นไทที่มีอยู่วันนี้ เกิดจากการเสียสละของบรรพบุรุษไทย ที่เอาเลือดเอาเนื้อเอาชีวิตรักษาไว้ตลาดสามชุก ตลาดร้อยปีตลาดสามชุก เป็นตลาดสำคัญในการติดต่อค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าที่สำคัญในอดีต ตั้งแต่เมื่อ 100 กว่าปีก่อน ตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน จังหวัดสุพรรณบุรี แต่เมื่อถนนคือ เส้นทางจราจรทางบกที่เข้ามาแทนที่การเดินทางทางน้ำ ทำให้คนหันหลังให้กับแม่น้ำท่าจีน ความสำคัญของตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าริมน้ำเริ่มลดลง บรรยากาศการค้าขายในตลาดสามชุกก็ เริ่มซบเซา และเมื่อต้องแข่งขันกับห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ และตลาดนัดภายนอก ทำให้ร้านค้าภายในตลาดต้องหาทางปรับตัว และเมื่อราชพัสดุ เจ้าของที่ดินที่ชาวบ้านเช่าที่ดินมายาวนาน ดำริจะรื้ออาคารตลาดเก่า สร้างตลาดใหม่ จึงทำให้ชาวบ้านพ่อค้าที่อยู่ในตลาดสามชุก ครูอาจารย์ที่เห็นคุณค่าตลาดเก่า รวมตัวเป็นคณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์ระดมความคิด หาทางอนุรักษ์ตลาดและที่อยู่ของตนไว้ และหาทางฟื้นคืนชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง เป็นที่มาของกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ร้านค้าในตลาดมีประมาณ 300 ร้าน เจ้าของร้าน 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นชาวตลาดสามชุก อีก 20 เปอร์เซ็นต์เป็นชุมชนรอบข้าง ส่วนอีก 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นคนถิ่นอื่นเข้ามาร่วมทำมาหากิน



ตลาดสามชุก


ประวัติขุนจำนง จีนารักษ์
จำนง จีนารักษ์ นามเดิมว่า หุย แซ่เฮง เป็นคนจีนเกิดใน ประเทศไทย ใกล้วัดโพธิ์คอย อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี ประกอบอาชีพค้าขาย มีโรงเหล้า และโรงยาฝิ่น เมื่อเยาว์วัยศึกษาเล่าเรียนที่ประเทศจีน กลับมาเมืองไทยเมื่ออายุ 20 กว่าปี ต่อมาได้สมรสกับคุณกุ้ยเอง แซ่เจ็ง เป็นคน อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี มีบุตรธิดา 3 ต่อมาได้เช่าที่ราชพัสดุปลูกบ้าน 3 ชั้น (คอนกรีตเสริมเหล็ก)ใน พ.ศ.2459 กิจการค้าขายของท่านเจริญรุ่งเรืองไปถึง 6 อำเภอ ท่านจึงเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ประกอบกับท่านเป็นคนดีมีเมตตา ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก จึงได้เป็นผู้นำชุมชน คุณงามความดีของท่าน ทำให้ท่านได้รับบรรดาศักดิ์ เป็น ขุนจำนงจีนารักษ์ ตำแหน่งกรรมการพิเศษจังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อรัฐบาลประกาศยกเลิกการสูบฝิ่น ท่านจึงหันมาทำสวนทำไร่ และเสียชีวิตเมื่อ พ.ศ. 2517 รวมอายุได้ 83 ปี บ้านของท่านในส่วนของ คุณเคียวยี้ ซึ่งเป็นบุตรสาวของนาย โต้วซ้ง จีนารักษ์ อนุญาติให้คณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุก ปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์ โดยใช้ชื่อ พิพิธภัณฑ์บ้านขุนจำนง จีนารักษ์ ซึ่งเป็นสถานที่เก็บของโบราณ สำหรับผู้ที่สนใจเข้า ชมเพื่อศึกษาหาความรู้มาจนถึงปัจจุบันนี้


อุทยาน มังกรสวรรค์ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี



“อุทยาน มังกรสวรรค์...พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร” สร้างขึ้นตามดำริของ ฯพณฯ บรรหาร ศิลปอาชา ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 21 ของประเทศไทย เพื่อเป็นอนุสรณ์สัมพันธ์ทางการทูตไทย – จีน ครบ 20 ปีในปี พ.ศ.2538 และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ ซึ่งได้มีการประสานงานกับกระทรวงวัฒนธรรมจีน ศึกษาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ และนำมาออกแบบในลักษณะงานสถาปัตยกรรมรูปมังกรที่ ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยความยาว 100 เมตร สูง 35 เมตร และกว้าง 18 เมตร ภายในตัวมังกรได้จัดสร้างเป็น พิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมข้อมูลด้านประวัติศาสตร์จีน เหตุการณ์และบุคคลสำคัญ สิ่งประดิษฐ์สำคัญ รวมถึงคุณธรรม คติธรรมในการดำรงชีวิต นำเสนอด้วยสื่อผสม (มัลติมีเดีย) ซึ่งถือเป็น พิพิธภัณฑ์ด้านประวัติศาสตร์อารยธรรมจีนที่ถูกต้อง และทันสมัยที่สุดในประเทศไทยพิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร เปิดให้บริการระหว่างวันพุธ – อาทิตย์ เวลา 10.00-16.00 น. กำหนดเข้าชมเป็นรอบใช้เวลารอบละ 1 ชั่วโมงครึ่ง พร้อมเสียงบรรยายเป็นภาษาอังกฤษและจีน สอบถามรายละเอียดได้ที่ 0 3552 6211 ทั้งนี้จะมีพิธีเปิด “อุทยานมังกรสวรรค์...พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร” อย่างยิ่งใหญ่ในวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ถ่ายทอดสดผ่านทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 (ช่วงเวลา 17.00 – 19.00 น.) และจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองต่อเนื่อง 9 วัน 9 คืน จนถึงวัน ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ Countdown 2009

วันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

395 ปี บันทึกของปินโต

395 ปี บันทึกของปินโต : หลักฐานประวัติศาสตร์นิพนธ์หรือนิยายผจญภัย

[395 Years Pinto’s Pérégrinação : an Account of Historiography or AdventurousNovel]


บันทึก ความทรงจำของปินโต เมนเดซ ปินโต (Femao Mendez Pinto ค.ศ.1509-1583) พิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกในปีค.ศ. 1614 มีการใช้ชื่อของปินโต โดยชนชาติ ศัตรูของโปรตุเกสบางคน บันทึกของปินโตถูกกอ้างอิงจากนักประวัติศาสตร์ไทยอย่างกว้างขวางนับตั้งแต่ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ มาจนถึงปัจจุบัน

ประวัติของปินโต

ปินโตเป็นชาวเมืองมองเตอมูร์เก่า ( Montemor-o-velho ) ใกล้เมืองกูอิงบรา ( Coinbre ) ใน ราชอาณาจักรโปรตุเกส เกิดในครอบครัวยากจนระหว่างค.ศ. 1509-1512 เมื่อปี ค.ศ.1523 จึงเป็นเด็กรับใช้ของสุภาพสตรีผู้หนึ่ง ชีวิตของเขาตกอยู่ในอันตรายจนต้องหลบหนีลงเรือจากเมืองกูแอ ดึ แปดรา (Cue de Pedra) การผจญภัยของปินโตเริ่มขึ้นเมื่อเดินทางไปถึงเมืองดิว (Diu) ในอินเดีย ขณะมีอายุได้ 28 ปี เขาเดินทางกลับมาตุภูมิเมื่อวันที่ 22 กันยายน ค.ศ. 1558 รวมเป็นเวลา 21 ปีของการแสวงโชคในเอเชีย

ปิน โตเคยเผชิญปัญหาเรืออับปาง 5 ครั้ง ถูกขาย 16 ครั้งและถูกจับเป็นทาสถึง 13 ครั้ง ชีวิตในเอเชียของปินโตเคยผ่านการเป็นทั้งกลาสีเรือ ทหาร พ่อค้า ทูตและนักสอนศาสนา (missionary) เมื่อเดินทางกลับไปถึงโปรตุเกสในปีค..1558 เขาจึงพยายามติดต่อขอรับพระราชทานบำเหน็จรางวัล เนื่องจากได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติและศาสนาอย่างเต็มที่ แต่กลับไม่ได้รับความสนใจจากราชสำนัก ปินโตจึงไปใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองปรากัลป์ (Pragal) ใกล้เมืองอัลมาดา (Almada) ทางใต้ของโปรตุเกส

ปินโตเขียนหนังสือชื่อ “Pérégrinação”ขึ้น และถูกตีพิมพ์หลังจากเขาถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ค.. 1583

รูปที่ 1 หนังสือชื่อ “Pérégrinação”

ปินโตเคยเดินทางเข้าสยาม 2 ครั้ง ครั้งแรกเข้ามาในปัตตานีและนครศรีธรรมราชก่อนค..1548 ครั้งที่ 2 เข้ามายังกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช (..1534-1546)

หลังจากปินโตถึงแก่กรรม บุตรของเขาได้มอบต้นฉบับหนังสือเรื่อง “Pérégrinação” ให้แก่นักบวชสำนักหนึ่งแห่งกรุงลิสบอน ต่อมากษัตริย์ฟิลิปที่ 1 (Philip I of Portugal,1581-1598 และทรงเป็นกษัตริย์ฟิลิปที่ 2 แห่งสเปน - Philip II of Spain,1556-1598) ทรงได้ทอดพระเนตรงานนิพนธ์ชิ้นนี้ บุตรีของปินโตจึงได้รับพระราชทานบำเหน็จรางวัลแทนบิดา

งานเขียนของปินโตตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ค..1614 และแปลเป็นภาษาต่างๆ อาทิ ภาษาฝรั่งเศส (1628) ภาษาอังกฤษ (1653) ใน ค..1983 กรมศิลปากรได้เผยแพร่บันทึกของปินโตบางส่วนในชื่อการท่องเที่ยวผจญภัยของแฟร์นังด์ มังเดซ ปินโต ค.1537-1558” แปลโดยสันต์ ท. โกมลบุตร ต่อมากรมศิลปากรร่วมกับกรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการได้ตีพิมพ์ผลงานบางส่วนของเขาออกเผยแพร่อีกครั้งใน ค..1988 โดยแปลจากหนังสือชื่อ “Thailand and Portugal : 470 Years of Friendship”

งาน เขียนของปินโตถูกนำเสนอในรูปของร้อยแก้ว บางตอนก็ระบุว่าเรื่องที่ได้ยินได้ฟังมาจากคำบอกเล่าและการสอบถามผู้รู้ อาทิ เหตุการณ์เมื่อสมเด็จพระไชยราชาธิราชเสด็จสวรรคต บางตอนก็ระบุว่าเป็นผู้มีประสบการณ์ด้วยตนเอง เช่น เหตุการณ์เดินทางเข้ามายังสยาม 2 ครั้ง เป็นต้น

หนังสือของปินโตถูกตีพิมพ์เผยแพร่อย่างกว้างขวางในยุโรป จึงเป็นเหตุให้เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง วิลเลียม คอนเกรฟ (William Congreve, 1670-1729) นักเขียนบทละครชาวอังกฤษได้แทรกบทกวีในบทละครชื่อ “Love for Love” (ค.ศ.1695) เยาะเย้ยว่า “Mendez Pinto was but a type of thee, thou liar of the first magnitude.” เซอร์ ริชาร์ด เบอร์ตัน ( Sir Richard Burton) ในงานเขียนชื่อ “The Third Voyage of Sinbad, the Sailor” ระบุ ว่า การผจญภัยของปินโตมีลักษณะคล้ายกับเรื่องราวในนิยายอาหรับและตั้งฉายาเขาว่า “ซินแบดแห่งโปรตุเกส” ดับเบิลยู. เอ.อาร์. วูด (W.A.R. Wood) ชี้ว่าควรจะอ่านงานเขียนของปินโตในฐานะที่เป็นเรื่องราวของชายชราที่ได้เดิน ทางกลับไปสู่มาตุภูมิอีกครั้งหนึ่งเพื่อความบันเทิง มิใช่เป็นหลักฐานประวัติศาสตร์ที่เขียนขึ้นวันต่อวัน และตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความแม่นยำของปีศักราชในบันทึกชิ้นนี้ด้วย

นัก ประวัติศาสตร์ไทยหลายคนเลือกใช้ข้อมูลของปินโตมาอ้างอิงโดยตลอด อาทิ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา มานพ ถาวรวัฒน์สกุลในเรื่องขุนนางอยุธยา(2536) อ้างเรื่องยศขุนนางสมัยอยุธยาตอนกลาง สุเนตร ชุตินทรานนท์ในเรื่องบุเรงนองกะยอดินนรธา (2538) ก็อ้างเอกสารของปินโตซึ่งระบุตรงกับราล์ฟ ฟิตซ์ (Ralph Fitch) ว่า พระเจ้าบุเรงนองนำเอาเรื่องการขอช้างเผือกมาเป็นสาเหตุของสงครามระหว่างสยามกับพม่าใน ค.ศ.1569 เป็นต้น

งานเขียนปินโตบางส่วนมีรูปแบบเป็นจดหมายติดต่อกับบุคคล ดังนั้นจึงไม่ควรมองข้ามความแม่นยำของเวลา (Timing) ที่ระบุในบันทึกของเขา และปินโตยังยืนยันว่าเขาได้รับจดหมายฝากฝัง จากผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสแห่งเมืองกัว (Goa) เพื่อให้ได้เข้าเฝ้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระราชินีแคเธอรีนแห่ง โปรตุเกส แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการอ้างอิงพยานบุคคลของเขา

สรุปคือ

ผลงานการ เขียนของปินโตมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ มากกว่าเป็นนวนิยายทั่วไป มีทั้งความสนุกสนาน และเสริมด้วยความรู้ อันเป็นข้อเท็จจริง งานเขียนของปินโตยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ไม่น้อย แต่ทว่ามีซึ่งหลักฐานทางประวัติศาสตร์ งานเขียนของปินโตถูกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความแม่นยำ เพราะเขียนขึ้นจากความจำเมื่อเขาเดินทางกลับโปรตุเกส ถือว่าเป็นสิ่งอันทรงคุณค่าแด่คนรุ่นหลัง


แหล่งอ้างอิง
ศิลปากร.กรม.2536.การท่องเที่ยวผจญภัยของแฟร์นังด์ มังเดช ปินโต ค.ศ.1537-1558.
นิธิ เอียวศรีวงศ์และอาคม พัฒิยะ.2525 .หลักฐานทางประวัติศาสตร์ในประเทศไทย.

ภาพ จาก www.google.com

บทที่ 6 ที่พักแรม


ภาพที่ 1 รูปแบบห้องพัก

ความเป็นมาของธุรกิจที่พักแรมสากล
ที่ พักแรมมีมาตั้งแต่ยุคอารยธรรมกรีกและโรมัน ที่พักโดยทั่วไปมีขนาดเล็กและกระจายอยู่ตามเส้นทางสำคัญ และอีกจำนวนหนึ่งก็อยู่ไม่ไกลจากศาสนสถาน ใต่อมาในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ มีการติดต่อค้าขาย การผจญภัย และแสวงบุญ ทำให้ธุรกิจที่พักแรมเติบโตมากขึ้นในหลายแห่ง
โรงแรม ในศตวรรษที่ 18 รูปแบบบริการในโรงแรมได้รับความนิยมมาแต่อดีตจนกลายเป็นลักษณะเฉพาะและเป็นที่รู้จักทั่วไปของนักท่องเที่ยว

กลุ่ม หรือเชนโรงแรมที่สำคัญได้แก่ Intercontinental, Holiday Inn, Marriot, Sofitel, Hilton, Conrad, Sheraton, Hyatt, Le Meridian เป็นต้น

ปัจจัยพื้นฐานในการบริการที่พักแรม
1.ความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้พัก
2.ความสะอาด สุขอนามัย อาหารเครื่องดื่ม
3.บริการสิ่งอำนวยความสะดวกที่หลากหลาย
4.ความเป็นส่วนตัว
5.ตกแต่งสถานที่สวยงาม
6.ภาพลักษณ์ของกิจการ และอื่นๆ




ประเภทที่พักแรม
1.โรงแรม หมายถึง สถานที่ที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในทางธุรกิจเพื่อให้บริการที่พักชั่วคราวสำหรับคนเดินทาง โดยมีค่าตอบแทน และคำว่าโรงแรมไม่รวมถึง
ก.สถานที่พักจัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการชั่วคราว หรือเพื่อการกุศล การศึกษา โดยมิใช่เป็นการหาผลกำไร
ข.ที่พักอาศัยโดยคิดค่าบริการเป็นรายเดือนขึ้นไป
ค.สถานที่พักอื่นใดที่กำหนดในกฎกระทรวง
1.1เกณฑ์การจำแนกประเภทโรงแรม
-ที่ตั้ง ที่มีผลต่อการเดินทางเข้าถึง
-ขนาด ถ้ามีห้องพักต่ำกว่า 100 ห้องถือเป็นโรงแรมขนาดเล็ก ทั้งนี้การระบุขนาดอาจต่างกันขึ้นอยู่กับสภาพการประกอบธุรกิจในแต่ละประเทศ
-จุดประสงค์ของผู้มาพัก เช่นโรงแรมนักธุรกิจ โรงแรมเพื่อการพนัน หรือเพื่อการพักผ่อนตากอากาศ
-ราคา
-ระดับการบริการ แบบหรูหรา หรือแบบประหยัด
-การ จัดระดับมาตราฐานโดยใช้สัญลักษณ์ ที่รู้จักกันดีในสากลคือ ดาว 1-5 ดวง ในประเทศไทยมีการตรวจรับรองมาตราฐานโรงแรมขึ้นอยู่กับความสมัครใจ มูลนิธิพัฒนามาตราฐานและบุคลากรในอุตสาหกรรมบริการและการท่องเที่ยว เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ
-ด้านความเป็นความเจ้าของและรูปแบบการบริการ แบ่งได้ 2 กลุ่มใหญ่คือ
ก.โรงแรมอิสระ เจ้าของดำเนินการเอง มีขนาดเล็กและกลาง
ข.โรงแรมจัดการแบบกลุ่ม/เครือ หรือเชน อยู่ภายใต้การบริหารจัดการแบบกลุ่ม ใช้ชื่อเดียวกัน ดำเนินการแบบเฟรนไชส์ และแบบว่าจ้างบริหารภายใต้สัญญารับจัดการ

2.ที่พักนักท่องเที่ยว
-บ้านพักเยาชน หรือโฮสเทล เพื่อสร้างมิตรภาพและสันติภาพในสังคมโลก มีหลักการและกฎระเบียบแบบเดียวกันทั่วโลก ราคาประหยัดแก่เยาชนและสุภาพชนทั่วไป
-ที่ พักพร้อมอาหารเช้าราคาประหยัด ส่วนใหญ่เป็นบ้านแบ่งให้เช่าพักในต่างประเทศ เจ้าของแบ่งให้แขกนอนและจัดอาหารเช้าไว้ให้ เป็นกันเองแบบครอบครัว
-ที่พักริมทางหลวง พวกโมเต็ล ขนาดเล็กราคาประหยัด ได้รับความนิยมมากในสหรัฐอเมริกา
-ที่พักแบบจัดสรรเวลาพัก หรือ ไทม์แชริ่ง ให้มีการหมุนเวียนเข้าพักในกลุ่มที่พักตากอากาศ ได้รับความนิยมมากในอเมริกา
-เกสต์เฮ้าส์ ที่พักขนาดเล็กราคาประหยัด อยู่ในย่านชุมชมหรือตามเมืองท่องเที่ยว ได้รับความนิยมมากในกรุงเทพ ถนนข้าวสาร
-อาคารชุดบริการที่พักระยะยาว หรือ เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ พักระยะยาวเป็นสัปดาห์ เดือน หรือปี มีห้องครัวปรุงอาหารได้
-ที่พักกลางแจ้ง เป็นแบบประหยัดที่สุดในประเทศตะวันตก ใกล้ชิดธรรมชาติ เช่นกางเต๊นท์ หรือเช่าจอดรถพ่วง ภายในมีที่นอนห้องน้ำ ครัว
-โฮมสเตย์ หรือ ที่พักสัมผัสวัฒนธรรมชนบท เป็นการพักร่วมกับเจ้าของบ้าน ได้สัมผัสเรียนรู้วิถีชีวิตในชุมชนนั้น
แผนกงานในโรงแรม
-ส่วนหน้า ต้นรับ ลงทะเบียน ขนย้ายสัมภาระ
-ส่วนงานแม่บ้าน จัดเตรียมห้องพัก ทำความสะอาด ซักรีด ตกแต่งสถานที่
-ส่วนอาหารและเครื่องดื่ม ผลิต/ประกอบ/ปรุงอาหาร บริการเครื่องดื่ม การจัดเลี้ยง
-แผนกขายและการตลาด ควบคุมกลยุทธ์การตลาดเพื่อสร้างรายได้แก่ธุรกิจ
-แผนกบัญชีและการเงิน ควบคุมการเงินของโรงแรม
-แผนกทรัพยากรมนุษย์ หรือ แผนกบุคคล





ภาพที่ 2 สิ่งอำนวยความสะดวก


ประเภทห้องพัก

1.Single สำหรับนอนคนเดียว เตียงเดี่ยว



2.Twin เตียงคู่แฝด เดี่ยวสองเตียง


3.Double เตียงเดียวขนาดใหญ่ นอนได้2คน




4.Suite มีห้อง2ห้องขึ้นไป แยกเป็นสัดส่ว
น หรูหรา ราคาสูง

วันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

บทที่ 5 การคมนาคมขนส่ง (Transportation)

การคมนาคมขนส่งหมายถึง
กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายคน สัตว์ สิ่งของจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง โดยอาศัยสื่อกลางต่างๆภายใต้ราคาที่ตกลงกันไว้ ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมีอิทธิพลสูงต่อการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวการใช้รถม้าในการเดินทาง

ภาพที่ 1 เส้นทางคมนาคมบนบก

พัฒนาการการขนส่งทางบก
เริ่ม ในสมัย 200 ปีก่อนคริสตกาลในยุคบาบิโลน ซึ่งใช้คนลากรถสองล้อ ยุคอียิปต์และกรีกใช้สัตว์ในการลากรถ จนถึงยุคโรมันใช้เป็นรถสี่ล้อม้าลาก ต่อมาในปีค.ศ.1480 ประเทศอังกฤษได้มีการประดิษฐ์รถม้าโดยสารเป็นครั้งแรก และใช้รถม้าโดยสารวิ่งประจำในฤดูร้อนระหว่างเมือง ลอนดอน และ ออกฟอร์ด ในปีค.ศ.1600
***ช่วงต้นศตวรรษที่18 มีการประดิษฐ์เครื่องจักไอน้ำ ซึ่งเป็นการเดินทางที่สะดวก ปลอดภัยและรวดเร็ว ราคาถูก ผู้คนจึงหันมาใช้รถไฟในการเดินทาง รถไฟไอน้ำขบวนแรกเกิดขึ้นในประเทศอังกฤษในปีค.ศ.1825 และเมื่อมีการพัฒนารถยนต์ขึ้นในปีค.ศ.1920 ความนิยมในรถไฟจึงน้อยลง


ภาพที่ 2 เรือขนส่งสินค้าสมัยก่อน

พัฒนาการขนส่งทางน้ำ
การ ขนส่งทางน้ำเป็นการขนส่งที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ซึ่งมีการพัฒนาแพมาจากท่อนไม้ ต่อมาก็นำต้นไม้ทั้งต้นมาขุดร่องตรงกลางเจาะเป็นลำเรือโดยมีหลักฐานใน อียิปต์เมื่อประมาณ 5000 ปีที่แล้ว
***ประมาณ 4000 ปีก่อนคราตกาล มักใช้เรือหาปลาในแภบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน จนกระทั่งสมัยชาวฟินิเซียนใช้เรือในการขนส่งเป็นครั้งแรก
***การ ขนส่งทางเรือเริ่มเป็นครั้งแรกเมื่อปีค.ศ.1772 ในประเทศอังกฤษ ระหว่างเมือง Manchester and London Bridge หลังจากนั้นในปี 1815 ก็มีการบริการเรือสำราญท่องเที่ยวอังกฤษชื่อ ซีลอน วิ่งในเมดิเตอร์เรเนียน และเมืองท่าในอิตาลี และในปี 1900ได้มีเรือสำราญที่สมบูรณ์แบบชื่อ Princesses Victoria Louis
***จนปี 1819 เรือกลไฟ Savannah เป็นเรือที่แล่นข้ามมหาสมุทรเป็นครั้งแรกระหว่างเมือง Savannah รัฐจอเจียร์กับเมือง Liverpool อังกฤษ ใช้เวลา 29 วัน**ในสงครามโลกครั้งที่1 ธุรกิจเรือสำราญได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจึงมีการลดราคาการเดินทางลง***ใน ประเทศไทย เริ่มจากการใช้เรือขนาดเล็กเพื่อทำประมงและขนส่งสินค้าในประเทศ ต่อมาก็ได้วิธีการต่อเรือและเดินเรือมากจากประเทศจีน ชาวจีนเป็นชาติแรกที่เข้ามาเดินเรือในสยาม เริ่มจากการส่งสินค้าพัฒนาเป็นการขนส่งในที่สุด


ภาพที่ 3 เครื่องบินขนส่งสินค้า ในตระกูล A 330

พัฒนาการขนส่งทางอากาศ
หลัง จากปี 1903 ที่สองพี่น้องตระกูล Wright ได้คิดค้นเครื่องบินขึ้นเป็นครั้งแรก ในปี 1919 ก็ได้มีเที่ยวบินด้านธุรกิจครั้งแรกในโลกบินระหว่างลอนดอนและปารีส เมื่อประสบความสำเร็จทำให้ยุโรปเห็นถึงความสำคัญของการบิน ส่วนเที่ยวบินในการขนส่งผู้โดยสารเที่ยวแรกเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาในปี 1927 บินระหว่างบอสตันและนิวยอร์ค จนปี 1935 เริ่มมีการใช้เครื่องบินสองเครื่องยนต์ขึ้นและเริ่มมีการจ้างพนักงานบน เครื่องบิน
***เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงก็มีการนำเครื่องบินมาใช้ในเชิงพาณิชย์มากยิ่งขึ้น ทั้งการขนส่งสินค้าและผู้โดยสาร และสามารถบินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกได้ ใรปี 1939 อเมริกาได้ผลิตเครื่องบินโบอิ้ง 707 และได้พัฒนาเป็นเครื่องบิน Jumbo ไอพ่นขนาดใหญ่
***ในประเทศไทย พ.ศ.2462 กรมอากาศยานหทหารบกได้เริ่มกิจการขนส่งระหว่างกรุงเทพ-จันทบุรี เพื่อรับส่งผู้โดยสาร พัศดุไปรษณีย์ภัณฑ์ขึ้นเป็นครั้งแรก และต่อมากระทรวงคมนาคมได้ขอรับโอนกิจการจากกองทัพอากาศมาดำเนินการเอง ใช้ชื่อว่าบริษัทเดินอากาศ ให้บริการขนส่งภายในประเทศและตั้งบริษัทการบินแปซิฟิก Overseas (สยาม) จำกัด เพื่อให้บริการบินระหว่างประเทศ ต่อมาใน พ.ศ.2502ได้เข้าร่วมทุนกับบริษัท SAS เพื่อก่อตั้งสายการบินระหว่างประเทศในชื่อ บริษัทการบินไทย จำกัด โดยรัฐได้เปิดโอกาศให้เอกชนเข้ามามีบทบาทในธุรกิจการบินในปี พ.ศ.2544
ประเภทของธุรกิจการคมนาคมขนส่งเพื่อการท่องเที่ยว
1.ธุรกิจขนส่งทางบก ซึ่งมีความสะดวก คล่องตัวและปลอดภัย โดยแบ่งได้ดังนี้
ก.การ เดินทางโดยรถไฟ ใช้เวลานานและไม่ค่อยสะดวก โดยรถไฟที่ได้ชื่อว่าทันสมัยสะอาด รวดเร็ว อาทิ รถไฟ TGV ของฝรั่งเศส รถไฟ Eurostar เกิดจากการร่วมทุนของฝรั่งเศสและอังกฤษ
ข.การเดินทางโดยรถยนต์ ส่วนบุคคล ประหยัด สะดวก รวดเร็วคล่องตัว รถยนต์คันแรกถูกสร้างที่เยอรมันนีในปีค.ศ.1885โดยบริษัท เดมเลอร์-เบนซ์ ส่วนอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์แห่งแรกเกิดในอเมริกาโดยบริษัทฟอร์ด มอเตอร์ จำกัดในปีค.ศ.1908-0923
ค.การเดินทางโดยรถเช่า มีการแข่งขันสูงเพื่อความอยู่รอด แบ่งตามธุรกิจรถเช่าดังนี้
(1.บริษัทรถเช่าระหว่างประเทศขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่เป็นของอเมริกา เช่นบริษัทเอวิส เงื่อนไขคือ ผู้เช่าจะเติมน้ำมันเอง และผู้ขับมีอายุ 25 ปีขึ้นไป
(2.บริษัทรถเช่าขนากเล็กอิสระ เจ้าของมักเป็นคนท้องถิ่น ราคาถูกกว่า มีให้เลือกน้อย
ง.รถตู้เพื่อนันทนาการ มีลักษณะเหมือนบ้านเคลื่อนที่ ประหยัดค่าใช้จ่าย ค้างคืนในรถได้
จ.รถโดยสารเพื่อการเดินทางท่องเที่ยว มีสองประเภทคือ
1.รถโดยสารประจำทาง ออกรถตามตารางเดินรถที่แน่นอน
2.รถโดยสารไม่ประจำทางหรือรถเช่าเหมา เช่นทัวร์สุขภาพ ทัวร์บันเทิง
2.ธุรกิจการขนส่งทางน้ำ แบ่งได้หลายประเภทดังนี้ 2.1เรือเดินทะเล เป็นเรือคมนาคมขนส่งจากเมืองท่าหนึ่งไปยังอีกเมืองหนึ่ง เช่นเรืออลิซาเบธที่2 2.2เรือสำราญ คล้ายโรงแรมลอยน้ำ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มีบริการรอบโลก 2.3เรือข้ามฝาก สำหรับเดินทางในระยะสั้นทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม บรรทุกได้ทั้งคนและรถ 2.4เรือใบและเรือยอร์ช เป็นเรือขนาดเล็กถึงกลางสามารถเคลื่อนที่โดยลมปะทะกับใบเรือ หรือเครื่องยนต์ก็ได้ 2.5เรือบรรทุกสินค้า ไม่รีบเร่งและจอดตามเมืองท่าต่างๆทั่วโลก มีห้องพักสะดวกสบายแต่ราคาถูกกว่าเรือสำราญรับผู้โดยสารได้ประมาณ 12 คน
3.ธุรกิจการขนส่งทางอากาศ แบ่งออกได้ 3 ประเภทใหญ่ๆ 3.1ลักษณะเที่ยวบินประจำ มีตารางบินที่แน่นอน มีเที่ยวนิบประจำภายในประเทศและต่างประเทศ 3.2ลักษณะเที่ยวบินไม่ประจำ เป็นการเสริมเที่ยวบินในตาราง แวะรับผู้โดยสารทั่วไปโดยไม่ต้องเป็นกลุ่มเดิมได้ นิยมในฤดูการท่องเที่ยว 3.3ลักษณะเช่าเหมาลำ ราคาถูกกว่าเที่ยวบินปกติ เป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยว แต่คุณภาพจะต่ำกว่า ที่นั่งอาจจะแคบและไม่สะดวกสบาย

บทที่ 4 องค์ประกอบสำคัญของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

แหล่งท่องเที่ยว มีคำจำกัดความ 3 คำได้แก่
1.ทรัพยากรทางการท่องเที่ยว หมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม
2.จุดหมายปลายทาง หมายถึงสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง อาจเป็นหลายๆสถานที่ต่อการเดินทางครั้งหนึ่ง
3.สิ่งดึงดูดใจทางการท่องเที่ยว หมายถึงสถานที่ที่มีศักยภาพในการดึงดูดให้คนเข้าไปเยี่ยมชม

สรุปความหมาย
คือ สถานที่ที่มีศักยภาพในการดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไปมาท่องเที่ยว หรือประกอบกิจกกรมเพื่อตอบสนองต่อจุดประสงค์ด้านความพึงพอใจ

ประเภทของแหล่งท่องเที่ยว ขอบเขต อาจแบ่งได้ 2 ประเภทตามขอบเขตได้แก่
1.จุดมุ่งหมายหลัก สถานที่ที่นักท่องเที่ยวมุ่งตรงไปยังที่ๆนั้น
2.จุดมุ่งหมายรอง สถานที่แวะพักระหว่างเดินทางไปยังจุดมุ่งหมายหลัก
ความเป็นเจ้าของ เช่นรัฐบาล,องค์กรที่ไม่หวังผลกำไร,เอกชน
ความคงทนถาวร แบ่งตามอายุของแหล่งท่องเที่ยว หรือกิจกรรมต่างๆเช่นวันสงกรานต์มีระยะเวลา 12-14เมษายน
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้แบ่งแหล่งท่องเที่ยวออกเป็น 3 ประเภทได้แก่
1.แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นธรรมชาติ เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติทั้งด้านชีวภาพและกายภาพ ไม่มีต้นทุนทางการผลิตแต่มีต้นทุนในการดูแลรักษา
2.แหล่ง ท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ในการสร้างและอายุ รวมทั้งรูปแบบสถาปัตยกรรมที่แตกต่างออกไปเช่น
โบราณสถาน ซึ่งแบ่งได้ 7 ประเภทคือ
2.1โบราณสถานสัญลักษณ์แห่งชาติ มีความสำคัญสูงสุด เช่นพระบรมมหาราชวัง
2.2 อนุสาวรีย์แห่งชาติ สร้างเพื่อบุคคลหรือเหตุการณ์เรื่องราวที่สำคัญ
2.3 อาคารสถาปัตยกรรมแห่งชาติ เช่น พระที่นั่งอนันตสมาคม
2.4 ย่านประวัติศาสตร์ คือพื้นที่ที่มีความหนาแน่นทางสถาปัตยกรรม2.5 อุทยานประวัติศาสตร์แห่งชาติ เช่น อุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา สุโขทัย
2.6 นครประวัติศาสตร์แห่งชาติ เช่น จังหวัดอยุธยา
2.7 ซากโบราณสถานและแหล่งโบราณคดีประวัติศาสตร์แห่งชาติ เช่น เวียงกุมกาม
3.แหล่ง ท่องเที่ยวที่เป็นศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และกิจกรรมของผู้คนในท้องถิ่น พัฒนามาจากวัฒนธรรมประเพณี การดำรงชีวิตของผู้คน วัฒนธรรมที่เป็นรูปธรรมเท่านั้น จึงจะสามารถพัฒนาให้เป็นจุดสนใจของนักท่องเที่ยวได้
แหล่งท่องเที่ยวในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทย
สะพานข้ามแม่น้ำแควจังหวัด กาญจนบุรี
1.ภาค กลาง ประกอบด้วย 21 จังหวัด 1 เขตการปกครองพิเศษคือกรุงเทพมหา
นคร ภาคกลางเป็นแหล่งอารยธรรมเก่าแก่ มีประชากรหลายเชื้อชาติเผ่าพันธ์ จึงมีงานศิลป์ผสมผสานที่งดงาม สภาพภูมิประเทศยังเอื้ออำนวยต่อกิจกรรมทางการท่องเที่ยวมากมาย และกำลังจะเป็นศูนย์รวมแฟชั่นของโลก ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ 2.ภาค เหนือ ประกอบด้วย 17 จังหวัด มีพื้นที่ประมาณ 106 ล้านไร่ มียอดเขาที่สูงเป็นอันดับหนึ่งของประเทศคือดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ ค้นพบโบราณสถานมากมาย มีภาษาถิ่นที่ไพเราะ พิพิธภัณฑ์สิรินธร จังหวัดกาฬสินธุ์
3.ภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย 19 จังหวัด มีเนื้อที่ 1ใน3 ของประเทศไทย ค้นพบโครงกระดูก และรอยเท้าไดโนเสาร์บนแผ่นหินทรายที่อำภอภูเวียง ขอนแก่น อำเภอภูหลวง เลย และอำเภอสหัสขันธ์ กาฬสินธุ์ สวนเงาะ จังหวัดจันทบุรี 4.ภาค ตะวันออก ประกอบด้วย 4 จังหวัด ประชากรมีอาชีพที่หลากหลาย เช่นสวนผลไม้
ยางพารา การทำประมง และมีนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เป็นแหล่งรวมแร่อัญมณีที่มีค่าของประเทศ ยังเป็นที่ตั้งของสนามบินอู่ตะเภาอีกด้วย
5.ภาค ใต้ ประกอบด้วย 14 จังหวัด จังหวัดที่ใหญ่ที่สุดคือ สุราษฎร์ธานี และเล็กที่สุดคือ ภูเก็ต อากาศค่อนข้างร้อน และมีฝนตกชุกตลอดทั้งปี ประเพณีมีหลากหลายเช่น โนราห์ หนังตะลุง รองเง็ง ในประเทศไทยมีแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับการจัดให้เป็นมรดกโลก 5 แห่งคือ

1.ทุ่งใหญ่ห้วยขาแข้ง ในปี พ.ศ.2534

ภาพที่ 1 รูปปั้นคุณสืบ นาคะเสถียร


2.อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ในปี พ.ศ.2534 3.อุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา ในปี พ.ศ.2534 4.แหล่งขุดค้นโบราณคดีบ้านเชียง ในปี 2535 5.ดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ในปี พ.ศ.2548

ภาพที่ 2 บริเวณอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

คุณลักษณะที่ดีของแหล่งท่องเที่ยว

ต้องประกอบด้วย 3As คือเป็นสถานที่ที่มีความดึงดูดใจ (Attractions) มีสิ่งอำนวยความสะดวก (Amenities) และสามารถเข้าถึงได้ (Accessibilties)

แหล่งอ้างอิง
สรุปเนื้อหาบทที่ 4 จากเอกสารคำสอนวิชา อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว รหัสวิชา HT 201
ภาพจาก www.google.com

บทที่ 3 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยว

แรงจูงใจ แรงจูงใจของนักท่องเที่ยวเป็นแบบผสมระหว่างแนวคิดของจิตวิทยากับทางด้าน สังคมวิทยา แรงจูงใจของนักท่องเที่ยวจึงหมายถึงเครือข่ายทั้งหมดของพลังทางวัฒนธรรมและ พลังทางชีววิทยา ซึ่งเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมทางการท่องเที่ยว ส่วนที่เป้นพลังด้านจิตวิทยาคือ ความต้องการพักผ่อนจากความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน ต้องการได้เห็นสิ่งที่แปลกใหม่เพื่อลดความวิตกกังวลล ส่วนพลังทางสังคมจะเป็นความรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ไปเห็นสิ่งมหัศจรรย์อย่าง หนึ่งของโลก

ภาพที่ 1 ลำดับขั้นแห่งความต้องการจำเป็นของ Maslow

ทฤษฎีต่างๆเกี่ยวกับแรงจูงใจของนักท่องเที่ยว
1.ทฤษฎี ลำดับขั้นแห่งความต้องการจำเป็น(Hierarchy of needs) Maslow กล่าวว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่มีความต้องการและจะแสดงพฤติกรรมต่างๆ เพื่อนตอบสนองความต้องการ ซึ่งความต้องการของมนุษย์นั้นไม่มีที่สิ้นสุด Maslow ได้เสนอลำดับขั้น 5 ขั้นความต้องการเหล่านี้จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมต่างๆ
ทฤษฎีลำดับขั้นแห่งความต้องการจำเป็น
2.ทฤษฎี ขั้นบันไดแห่งการเดินทาง(Travel Career Ladder) Philip Pearce ได้ประยุกต์จากแนวคิดของ Maslow ตั้งแต่ขั้นที่1ถึง4ในแต่ละขั้นเกิดจากความต้องการของบุคคลเป็นผู้กำหนดเอง ส่วนหนึ่ง อีกส่วนมาจากการชักนำของผู้อื่น ส่วนขั้นสูงสุดเป็นขั้นที่เกิดจากความต้องการขอตัวบุคคลเป็นผู้กำหนดเอง
3.แรง จูงใจวาระซ่อนเร้น(Hidden Agenda) Crompton ทำการวิจัยนี้เมื่อปี ค.ศ.1979 โดยรวบรวมข้อมูลจากนักท่องเที่ยวคนชั้นกลางจำนวน 39 คนจากสองรัฐในอเมริกา แมสซาชูเสต และเท็กซัส ผลสรุปที่ได้บางส่วนคล้ายกับของ Maslow เช่นด้านเกียรติภูมิ โดยมีทั้งหมด 7 ประเภทต่อไปนี้
3.1การหลีกหนีจากสภาพแวดล้อมที่จำเจ
3.2การสำรวจและประเมินตนเอง
3.3การพักผ่อน3.4ความต้องการด้านเกียรติภูมิ
3.5ความต้องการที่จะถอยกลับไปสูสภาพดั้งเดิม
3.6กระชับสัมพันธ์ทางเครือญาติ

3.7การสังสรรค์ทางสังคม
4.แรงจูงใจทางการท่องเที่ยวในทัศนะของ Swarbrooke เขาจำแนกแรงจูงใจที่สำคัญๆออกเป็น 6 ชนิด
4.1ด้านสรีระหรือทางกายภาพ คือความต้องการพักผ่อน

4.2ด้านวัฒนธรรม คือความนใจที่จะได้สัมผัสวัฒนธรรมใหม่ๆ
4.3เพื่อ ตอบสนองอารมณ์ความรู้สึกบางอย่าง บางคนท่องเที่ยวเพราะต้องการเห็นสิ่งที่เป็นอดีต บางคนต้องการบรรยากาศโรแมนติก เช่นชมกรุงปารีสยามเย็ม4.4การท่องเที่ยวเพื่อให้ได้มาเพื่อสถานภาพ เชื่อว่าเที่ยวแล้วมีน่ามีตา ไปเพื่อซื้อสินค้าแบรนด์เนม
4.5แรงจูงใจในการพัฒนาตนเอง ไปเรียนภาษาที่ต่างประเทศ
4.6แรงจูงใจส่วนบุคคล ต้องการเยี่ยมญาติมิตรเพื่อนฝูง หาเพื่อนใหม่ พาคนอื่
นไปเที่ยว

การท่องเที่ยวเพื่อได้สัมผัสบรรยากาศโรแมนติก

สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับแรงจูงใจทางด้านการท่องเที่ยว

แรง จูงใจเกิดหลายๆอย่างในเวลาเดียวกัน สรุปได้ว่าคนรักมีแรงจูงใจที่หลากหลายกำหนดพฤติกรรมการท่องเที่ยว บางครั้งที่สิ่งนักท่องเที่ยวแสดงออก อาจไม่ใช่แรงจูงใจที่แท้จริงก็ได้ บางครั้งเราก็ต้องอาศัยแรงจูงใจร่วมกับผู้อื่น ต้องเสียลสะและโอนอ่อนตามผู้อื่นบ้าง ดังนั้นแรงจูงใจในการท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งของความต้องการทางการท่อง เที่ยว

แนวโน้มแรงจูงใจของนักท่องเที่ยว Pearce,Morrison และ Rutledge ได้เสนอแรงจูงใจของนักท่องเที่ยว10ประการ

1.จะได้สัมผัสสิ่งแวดล้อม
2.จะได้พบปะคนในท้องถิ่น เช่นนักท่องเที่ยวประเภทสะพายเป้

3.จะได้เข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่นและประเทศเจ้าบ้าน
4.เสริมสร้างสัมพันธภาพภายในครอบครัว เห็นได้จากแหล่งท่องเที่ยวประเภท Theme park
5.ได้พักผ่อนในสภาพแวดล้อมที่น่าสบาย เป็นการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
6.จะได้ทำกิจกกรมที่สนใจและฝึกทักษะ เช่นเรียนทำอาหาร ดำน้ำ ตกปลา
7.จะได้มีสุขภาพดี เช่นสปา8.จะได้รับการคุ้มกันและความปลอดภัย จากโรค โจรผู้ร้าย อยากไปเยือนในที่ๆปลอดภัย สงบทางการเมือง
9.อยากได้รับการยอมรับนับถือ และได้รับสถานภาพทางสังคม สร้างภาพพจน์
ให้กับบุคคลได้
10.ให้รางวัลแก่ตัวเอง เพื่อฉลองความสำเร็จ

ตัวอย่างการวิจัยที่ใช้วิธการศึกษาจากกลุ่มเป้าหมาย
1.การหลีกหนี เช่นพวกฮิปปี้ นักเดินทางแบบพเนจร และนีกเคลื่อนไหวต่อต้านวัฒนธรรม
2.การมุ่งเน้นในเรื่องสิ่งแวดล้อม พวกนี้มันจะเลือกสถานที่ประเภทศูนย์พั
กเยาวชน
3.การทำงาน จะหางานทำชั่วคราว

4.เน้นการคบหาสมาคม เช่นพวกแบกเป้ที่ชอบคบหาผู้คน เป็นแรงจูงใจทาง
ด้านสังคมนั่นเอง
โครงสร้างพื้นฐานในอุสาหกรรมการท่องเที่ยว
1.ระบบไฟฟ้า ต้องเพียงพอ ทั่วถึง ควรมีกำหนดการเปิด-ปิด เพื่อประหยัดพลังงาน
2.ระบบประปา สะอาด ปริมาณเพียงพอ3.ระบบสื่อสารโทรคมนาคม เช่นโทรศัพท์ ไปรษณีย์ จะต้องมีและสะดวกรวดเร็ว จำเป็นมากในกรณีฉุกเฉิน
4.ระบบการขนส่ง
ก.ทางอากาศข.ทางบก
ค.ทางน้ำ
5.ระบบสาธารณะสุข ควรมีสถานพยาบาลใกล้ๆ ค่ารักษาพยาบาลอยู่ในราคายุติธรรม


ปัจจัยที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวในแต่ละภูมิภาค

1.ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ คือสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ บางแห่งเป็นภูเขา เป็นแอ่งอ่าว ที่ราบสูง ทะเลสาป
1.1.ลักษณะภูมิประเทศ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก มีได้2ลักษะณะคือ
ก.เกิดจากภายในของเปลือกโลกมีการเปลี่ยนแปลง เช่นภูเขาไฟ
ข.การเปลี่ยนแปลงบริเวณผิวโลก เช่นเนินทราย

1.2 ลักษณะภูมิอากาศ ต่างกันไปตามที่ตั้งของสถานที่นั้นๆตามเส้นละติจูด


2.ปัจจัยทางวัฒนธรรม หมายถึงวิถีการดำเนินชีวิตของคนไทยในสังคม วัฒนธรรมต้องมีการธำรงรักษาและมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมตามยุค สมัย วัฒนธรรมถือว่าเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจให้คนต่างชาติ


แหล่งอ้างอิง
สรุปเนื้อหา บทที่ 3 จาก เอกสารคำสอนวิชา อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว รหัสวิชา HT 201
ภาพจาก www.google.com

วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

บทที่ 2 ประวัติศาสตร์การท่องเที่ยวจากยุคเริ่มต้นถึงช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

การท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนหย่อนใจสามารถย้อนไปได้ถึงสมัยอาณาจักร บาบิโลเนียน (Babylonian) และอาณาจักรอียิปต์ (Egyptian) หลังฐานที่สนับสนุนการกล่าวอ้างนี้ก็คือ ได้มีการก่อตั้งพิพิธณฑ์โบราณวัตถุ (Historic antiquities)
อาณาจักรอิยิปต์
หลักฐานก็คือได้มีการก่อตั้งพิพิธพัณฑ์โบราณวัตถุ(historic antiquities) เพื่อให้คนทั่วไปได้เข้าขมในนครบาบิโลน ชาวอิยิปต์เมื่อ2600 ปีมาแล้วก็มีการจัดงานเทศกาลด้านศาสนา และได้เคยใรการค้นพบข้อความท นักเดินทางชาวอิยิปต์ได้บันทึกไว้เมื่อ 2000 ปีก่อนคริสตกาลด้วย
นักท่องเที่ยวชาวกรีกมีการ เดินทางเมื่อประมาณ 300 ปีก่อนคริสตกาล นิยมเดินทางไปยังที่ที่เชื่อว่าเป็นที่สิงสถิตของเทพเจ้าที่ทำการบำบัดรักษา โรค และด้านกีฬาในช่วง 500 ปีก่อนตริสตกาล กรุงเอเธนส์ และมีที่พักแรมประเถทต่างๆ


ภาพที่ 1 ศิลปะ ของอิยิปต์

ชาวโรมัน
มีการเดินทางอย่างกว้างขวางตั้งแต่ 3000 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งนิยมเดินทางไปพักร้อนบนภูเขา และพากันไปเที่ยวที่อ่าวเมืองเนเปิล มีการสร้างบ้านพักและวิลล่าที่สวยงาม ชาวโรมันมีอำนาจในการซื้อมากและเป็นนักล่าของที่ระลึกชาติแรกๆของโลก ในสมัยอาณาจักรโรมัน มีทั้งการท่องเที่ยวในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเป็นการท่องเที่ยวที่ไร้พรมแดนไม่เหมือนในปัจจุบัน ทุกแห่งในตอนนั้นใช้เงินตราของโรมัน ภาษาละตินใช้กันอย่างกว้างขวาง


ภาพที่ 2 สนามกีฬากรุงโรม


มัคคุเทศก์และคู่มือนำเที่ยวในยุคต้นๆ
หนังสือ คู่มือนำเที่ยวปรากฎขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อ 400 ปีก่อนคริสตกาล ครอบคลุมแหล่งท่องเที่ยวในกรุงเอเธนส์ สปาร์ตา และเมืองทรอย ประกอบด้วยรายชื่อที่พัก หร้อมสัญลักษณ์บอกเกรดของที่พักเหล่านั้น



การท่องเที่ยวในยุคกลาง (ระหว่าง คศ.500-1500)
จากการล่มสลายของอาณาจักรโรมันหรือยุคมืด ช่วงเวลาดังกล่าวเศรษฐกิจตกต่ำ การเดินทางลำบากมากขึ้น อันตรายมากขึ้น วันหยดเริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตของผู้คน ศาสนาโรมันคาทอลิกเป็นผู้กำหนดวันหยุดพักผ่อนให้กับผู้คนที่ศรัทธาในศาสนา ซึ่งในปีหนึ่งมีวันหยุดเพิ่มมากขึ้นถึง 33 วัน คนชั้นสูงและกลางนิยมเดินทางเพื่อแสวงบุญและบันเทิงควบคู่ไปด้วย เช่นเมือง Winchester เพื่อขอความช่วยเหลือจากเทพเจ้า ปัญหาคือเจอโจรดักปล้น มัคคุเทศก์จึงต้องทั้งนำทางและปกป้องผู้เดินทางด้วยค่าจ้างจึงแพงมาก เท่ากับครึ่งหนึ่งของเราคาอูฐหนึ่งตัว และเกิดร้านขายของที่ระลึกขึ้น ผลของการเดินทางเพื่อจารีกแสวงบุญ คือ การแสวงบุญ, ความหมายทางด้านจิตใจ, ต้องการให้คนอื่นเห็นความสำเร็จในรูปแบบของที่ระลึก

การพัฒนาการคมนาคมทางถนนในคริสตศตวรรษที่ 17 ถึงต้นศตวรรษที่ 18
การพัฒนารถม้า4ล้อที่มีระบบกันสะเทือนด้วยสปริง ในศตวรรษที่18มีระบบทางด่วน ที่จะต้องจ่ายค่าผ่านทาง คศ.1815 ถนนมีการพัฒนาดีขึ้น หลุมบ่อลดน้อยลงมีการนำยางมะตอยมาใช้ แกรนด์ทัวร์ (Grand Tour) เป็นการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ในต้นศตวรรษที่18 ผู้คนที่ร่ำรวยมีมากขึ้นทั่วอังกฤษ คนชั้นสูงนิยมส่งลูกชายไปเรียนต่างประเทศพร้อมอาจารย์ประจำตัว เรียกว่าการเดินทางแบบแกรนด์ทัวร์ จนในปี คศ.1749 Dr.Thomas Nugent ได้ตีพิมพ์หนังสือคู่มือการท่องเที่ยวชื่อว่า The Grand Tour ซึ่งหนังสือเล่มนี้ส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวเพื่อการศึกษามากขึ้น และกลายเป็นความนิยมทางสังคม เมื่อถึงปลายศตวรรษที่ 18 ความนิยมในการเดินทางก็กลายเป็นธรรมเนียมปฎิบัติ



การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวประเภทที่อาบน้ำแร่ (Spa)
เป็น ที่รู้จักกันดีตั้งแต่ในสมัยยุคโรมัน แต่ก็ความนิยมก็ได้ลดลงในยุคหลังๆ จนในปีคศ.1562 Dr.William Turner ได้ตีพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับสรรพคุณของน้ำแร่ที่เมือง Bath และอื่นๆในทวีปยุโรปว่ามีสรรพคุณรักษาโรคได้ ทำให้แหล่งน้ำแร่กลายมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง การเดินทางไปรับการบำบัดด้วยน้ำแร่ได้กลายมาเป็นสถานภาพทางสังคมอย่างรวด เร็ว ทำห้บรรดาสถานบำบัดทั้งหลายเปลี่ยนโฉมหน้าจากสถานรักษาสุขภาพไปเป็นสถานที่ เพื่อความเพลิดเพลินแทน เมื่อปลายศตวรรษที่ 18 ยุคเฟื่อฟูของบ่อน้ำแร่ในอังกฤษถูกลดความนิยมลง แหล่งท่องเที่ยวประเภทสปากลายเป็นเมืองของผู้สูงอายุแทน และในขณะเดียวกันธุรกิจประเภทบ้านพักตากอากาศชายทะเลก็ได้รับความนิยมมากก ว่าสปา


กำเนิดยุคสถานที่ตากอากาศชายทะเล
ความ คิดที่ว่าการอาบน้ำทะเลจะทำให้สุขภาพดีขึ้นเป็นที่ยอมรับกันในตอนต้นของ ทศวรรษที่ 18 ระยะนี้สถานที่ตากอากาศชายทะเลในเกาะอังกฤษก็เริ่มผุดขึ้น เมือง Scarborough เป็นเมืองแรกที่คนนิยมไปบำบัดโรคด้วยน้ำทะเล ซึ่งความนิยมได้เริ่มต้นขึ้นราวทศวรรษที่ 1730 Dr.Richard Russel ได้ตีพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับการรักษาโรคด้วยน้ำทะเลขึ้นใน คศ.1752 ทำให้การอาบน้ำทะเลเป็นที่นิยมเพิ่มมากขึ้น นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกมาก ซึ่งในฝรั่งเศสสามารถจัดหาให้ได้ ทำให้จากปี 1880 เป็นต้นไป รถไฟสายสีน้ำเงินก็จัดรถนอนที่หรูหรา นำนักท่องเที่ยวจากปารีสไปสู่ริเวียร์ร่าในทั้ง หน้าร้อนและหน้าหนาว


ปัจจัยที่ส่งเสริมการท่องเทียวในศตวรรษที่ 19
เรา สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ ปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดการเดินทาง และปัจจัยที่ดึงดูดให้คนเดินทาง ในการเดินทางนั้นสิ่งที่สำคัญก็คือ เงินและเวลามากพอที่ใช้ในการเดินทางแต่ละครั้งซึ่งในอดีตสองสิ่งนี้ก็เอื้อ เพียงแค่คนบางกลุ่มเท่านั้น และสิ่งที่สำคัญเท่าๆกับเวลาและเงินก็คือ สิ่งอำนวยความสะดวกในการเดินทาง เช่นยานพาหนะที่พวกเขาสามารถจ่ายได้ รวดเร็ว ปลอดภัย สะดวกสบาย ซึ่งทั้งหมดนี้มันพึ่งจะเริ่มมีในครึ่งหลังของศตวรรษที่ 18 ข้อจำกัดอีกอย่างก็คอโรคภัยไข้เจ็บ อัตตราการแลกเปลี่ยนเงินตรา

ยุคของเครื่องจักรไอน้ำ : กำเนิดการเดินทางโดยรถไฟ
ทาง รถไฟสายแรกถูกสร้างขึ้นในประเทศอังกฤษปี คศ.1825 ตรงกับมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งมีทางรถไฟเชื่อเมืองใหญ่ๆ และเมืองอุตสาหกรรม และในยุโรปและเกือบทั่วไปในโลก ส่วนใน สหรัฐอเมริกามีบริการรถไฟเริ่มราวทศวรรษที่ 1820 และเชื่อมถึงฝั่งตะวันตกเสร็จในปี 1869 ในอังกฤษรถไฟถูกใช้ทั้งการค้าและธุรกิจ Thomas Cook ได้ชื่อว่าเป็นผู้ประกอบการคนแรกที่ได้จัดพาทัวร์สมาชิกของสมาคม เดินทางจาก Leicester ไปยัง Loughborough ในราคา 1 ชิลลิ่งหรือ 5 เพนนี และในปี 1845 เขาก็จัดทัวร์เป็นธุรกิจเต็มรูปแบบ ทำให้คนอื่นจัดตามเขา เขาจะติดต่ออย่างใกล้ชิดกับบรรดาโรงแรมรถไฟ และเขาจะร่วมเดินทางไปกับลูกทัวร์เพื่อลดความกังวลของลูกทัวร์และนำเอา hotel voucher มาใช้เป็นครั้งแรกในปี 1876 และในตอนกลางคริสตศตวรรษที่ 18 การประดิษฐ์กล้องถ่ายรูปก็เป็นผลสำเร็จ ทำให้เดิกการเดินทางเพื่อความมีหน้ามีตา และเก็บหลักฐานที่ตนไปมาให้คนที่ไม่ได้ไปเห็นถึงความสำเร็จของการเดินทาง


เรือกลไฟ
บริษัท แรกที่เปิดให้บริการเรือกลไฟระยะไกลคือ Pand O เริ่มเปิดเส้นทางไปยังอินเดียและตะวันออกไกล ประเทศอังกฤษเป็นชาติแรกที่เปิดให้บริการเรือน้ำลึก จึงจัดวาเป็นมหาอำนาจทางการขนส่งทางทะเลในช่วงหลังของศตวรรษที่ 19 แต่ก็มีคู่แข่งในทวีปอเมริกาเหนืออีกหลายบริษัท ในปี คศ.1869 คลองสุเอซได้เปิดให้เรือผ่านเป็นครั้งแรก และใรตนอลกางศตวรรษที่ 20 ความรุ่งเรืองของการเดินเรือก็ลดลงเมื่อมีการเปิดบริการด้านการบิน Thomas Cook


ภาพที่ 3 เรือกลไฟ

การท่องเที่ยวในศตวรรษที่ 20 (1901-2000)
ช่วง 50 ปีแรก สถานที่ตากอากาศในริเวียร่าของฝรั่งเศสเป็นที่นิยมสำหรับนักท่องที่ยวฐานะดี ทศวรรษที่ 1920 เกิดการเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก เมื่อรูปแบบการเดินทางเปลี่ยนไปผู้คนนิยมหันมาใช้รถยนต์ส่วนตัวมากขึ้น มีการพัฒนาถนน นำรถบรรทุกที่ขนสัมภาระในสงครามทำเป็นรถโค้ช ซึ่งได้รับความนิยมมากในช่วง 1920 และต่อมาบริษัท Henry Ford ในอเมริกา ผลิตรถยนต์รุ่น Model T ในราคาที่ใครก็เป็นเจ้าของได้ เป็นครั้งแรก ทำให้การเดินทางโดยรถไฟลดน้อยลง และการบินเพื่อการพาณิชย์ได้เริ่มเป็นครั้งแรกในปี 1919 ในทวีปยุโรป สายการบินของอเมริกา Pan American Airways เริ่มบินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกเป็นครั้งแรกในปี 1930 โดยในระยะแรกเพื่อการขนส่งจดหมายและไปรษณีย์ภัณฑ์ จนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พัฒนามากถึงขนส่งผู้โดยสารได้


การท่องเที่ยวหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ผู้ คนเริ่มสนใจการเดินทางไปต่างประเทศมากขึ้น การเดินทางที่สำคัญคือการเดินทางระยะไกลด้วยเครื่องบิน การบินเที่ยวแรกเป็นการบินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกระหว่างนิวยอร์คในอเมริกา กับเมืองปอร์ธสมัธของอังกฤษ ต่อมา Harold Bamberg, Freddie Laker ในปีคศ.1958 ได้มีการนำเครื่องบินไอพ่นโบอิ้ง 707 นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางทางอากาศแบบมหาชนเป็นครั้งแรก และในต้นปี 1970 มีการนำเครื่องบินที่เร็วกว่าเสียง คือ เครื่องบินคองคอร์ดมาใช้ ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศส บินระหว่างลอนดอนและปารีสและนิวยอร์ค ใช้เวลา 3 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่นักธุรกิจเท่านั้น ในปีเดียวกันมีการเปิดตัวเครื่องบินเจทบรรจุผู้โดยสารได้ถึง 400 คน และ Thomas Cook ได้จัดทัวร์เหมาลำด้วยเครื่องบิน พานักท่องเที่ยวจากนิวยอร์คไปชิคาโก เพื่อดูการแข่งขันชกมวย นับว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีหลากหลายประเทศ ที่นิยมจัดทัวร์

แหล่งอ้างอิง
สรุปเนื้อหาบทที่ 2 จากเอกสารคำสอนวิชา อุตสาหรรมการท่องเที่ยว รหัสวิชา HT 201
ภาพจาก www.google.com

วันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

บทที่ 1 ความหมาย ความสำคัญของการท่องเที่ยว

ภาพที่ 1 สัญลักษณ์ Thailand Tourism Standard

การเดินทางในลักษณะที่เป็นการเดินทางท่องเที่ยวตามเงื่อนไขสากล(WTO)
1.เป็นการเดินทางจากที่อยู่อาศัยปกติไปยังที่อื่นเป็นการชั่วคราว 2.เป็นการเดินทางด้วยความสมัครใจ 3.เป็นการเดินทางด้วยวัตถุประสงค์ใดๆ ก็ตาม ที่มิใช่เพื่อประกอบอาชีพหรือหารายได้ และในที่ประชุมได้ให้ความหมายของผู้เดินทางว่า ผู้เยี่ยมเยือน ซึ่งแบ่งเป็น

นักท่องเที่ยว (Tourist)
นัก ท่องเที่ยว คือผู้ที่เข้ามาท่องเที่ยว พักอาศัย มาเยือน เป็นการชั่วคราว และมาอย่างน้อย 24 ชั่วโมง โดยจุดประสงค์เพื่อใช้เวลาว่าง ท่องเที่ยว และกิจกรรมนันทนาการ

กลุ่มนักท่องเที่ยว ได้แก่

-ผู้ที่ไม่มีถิ่นฐาน หรืออยู่อาศัยในสถานที่ที่ไปเยือน

-ผู้ที่มีสัญชาติของประเทศนั้น หรือเป็นคนถิ่นเดิม แต่ไม่ได้อยู่ในสถานที่นั้นแล้ว

-ผู้ที่เป็นลูกเรือ ไม่มีถิ่นพำนัก และพัก ณ สถานที่นั้น มากกว่า 24 ชั่วโมง

นักทัศนาจร (Excursionist)

นักทัศนาจร คือผู้ที่มาเที่ยวเป็นการชั่วคราว และพักอาศัยอยู่ ณ สถานที่นั้นไม่เกิน 24 ชั่วโมง รวมถึงผู้เดินทางโดยเรือสำราญ

กลุ่มนักทัศนาจร ได้แก่

-ผู้โดยสารเรือสำราญหรือเรือเดินสมุทร

-ผู้ที่มาเยือนและจากไป ภายในวันเดียว


1.เพื่อความเพลิดเพลิน พักผ่อน ซึ่งรวมไปถึงการเยี่ยมญาติมิตร อาทิเช่น การไปอาบแดดชายทะเล ไปสวนสนุก
2.เพื่อธุรกิจ ควบคู่ไปกับการทำงานแต่ไม่ใช่เพื่อประกอบอาชีพ รวมไปถึงการสัมมนา อาทิ การสำรวจตลาด
3.เพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ อาทิ การเดินทางศึกษาธรรมชาติ เผยแพร่ศาสนา รักษาโรคภัยไข้เจ็บ แข่งกีฬา
ประเภทการท่องเที่ยว แบ่งตามสากลได้3 วิธีใหญ่ๆ
1.ท่องเที่ยวภายในประเทศ ผู้ที่อาศัยในประทเศนั้นและเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศของต
นเอง
2.ท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศ ผู้ที่อาศัยอยู่ที่อื่นแล้วเดินทางเข้ามาเที่ยวภายในประเทศนั้นๆ
3.ท่องเที่ยวนอกประเทศ ผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศหนึ่งแล้วเดินทางออกไปยังต่างประเทศ

ภาพที่ 2 รวบรวมภาพกิจกรรมและวัฒนธรรมต่างๆ

การแบ่งตามลักษณะการจัดการเดินทาง

1.การท่องเที่ยวแบบหมู่คณะ แบ่งออกเป็น
-กรุ๊ปเหมา คือ การท่องเที่ยวของคณะที่มีความสัมพันธ์กัน
-กรุ๊ปจัด คือ การที่นักท่องเที่ยวไม่มีคสามสัมพันธ์กันทั้งส่วนตัวและการงาน เช่นการซื้อโปรแกรมทัวร์ เป็นต้น
2.การท่องเที่ยวแบบอิสระ นักท่องเที่ยวจะวางแผนการเดินทางเอง เดินทางโดยลำพัง หรือใช้บริการไกด์นำเที่ยวก็ได้ เช่นการไปเที่ยวเป็นครอบครัว

วัตถุประสงค์ของการเดินทางท่องเที่ยว

1.เพื่อความสนุกสนาน เพลิดเพลิน และพักผ่อน (Holiday) เป็นการท่องเที่ยวเพื่อหลีกหนีความจำเจของชีวิตประจำวัน และเพื่อไปเยี่ยมชมสถานที่ใหม่ๆ รวมไปถึงการเดินทางไปเยี่ยมญาติมิตรด้วย (Visits to Friends and Relatives : VFR)

2.เพื่อธุรกิจ (Business) เป็นการเดินทางที่ร่วมไปกับการทำงาน แต่วัตถุประสงค์หลักคือการประกอบอาชีพ หรือหารายได้จากสถานที่ท่องเที่ยวนั้น และยังรวมไปถึงการเดินทางเพื่อเข้าประชุม สัมมนา ท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล และจัดนิทรรศการ MICE (Meetings, Incentives, Conventions and Exhibitions)

3.เพื่อ วัตถุประสงค์อื่นๆ เป็นการเดินทางด้วยวัตถุประสงค์เฉพาะ และซับซ้อนมากกว่าการพักผ่อนหรือประชุม เช่น การเดินทางไปศึกษาธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม ฯลฯ

องค์ประกอบของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว มีองค์ประกอบที่สำคัญ 2 ประการ

1.ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับนักท่องเที่ยว
2.ที่สนับสนุนกิจกรรมการท่องเที่ยว
อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว จึงหมายถึง ธุรกิจท่องเที่ยวขนาดใหญ่ ที่ต้องอาศัยแรงงาน การลงทุน เทคนิควิชาชีพเฉพาะ การวางแผน การตลาด แต่คำว่าสินค้าในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะเรียกว่า สินค้าที่จับต้องไม่ได้ และไม่เคลื่อนที่ไปหาผู้ซื้อ

องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับนักท่องเที่ยว

1.สิ่งดึงดูดใจทางการท่องเที่ยว
2.ธุรกิจการคมนาคมขนส่ง บก น้ำ อากาศ
3.ธุรกิจที่พักแรม
4.ธุรกิจร้านอาหาร
5.ธุจกิจนำเที่ยว มัคคุเทศก์

องค์ประกอบที่สนับสนุนกิจกรรมทางการท่องเที่ยว

1.การจำหน่ายของที่ระลึก
2.การจัดประชุม สัมมนา
3.การบริการข่าวสารข้อมูล
4.การอำนวยความสะดวกด้านความปลอดภัย
5.การอำนวยความสะดวกด้านการเข้าเมือง

ความสำคัญของการท่องเที่ยว

- ทางด้านเศรษฐกิจ
1.สร้างรายได้เงินตราเข้าประเทศ เป็นจำนวนมาก
2.การท่องเที่ยวก่อให้เกิดการหมุนเวียนและกระจายรายได้ไปสู่ท้องถิ่น
3.การท่องเที่ยวก่อให้เกิดการนำเอาทรัพยากรมาใช้อย่างคุ้มค่า
4.การท่องเที่ยวช่วยลดปัญหาการว่างงาน
- ทางด้านสังคมและวัฒนธรรม
1.ทำให้เกิดความสัมพันธ์อันดีงามของมวลมนุษยชาติ
2.มีส่วนในการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสังคม
3.มีส่วนช่วยในการลดปัญหาสังคม เนื่องจากคนมีรายได้จากการทำงาน
4.ช่วยฟื้นฟู อนุรักษ์วัฒนธรรมสิ่งแวดล้อม สร้างความภูมิใจของศิลปวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม
5.ทำให้คนในสังคมรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เช่นนำผลิตผลในท้องถิ่นมาขายเป็นสินค้าพื้นเมือง ของที่ระลึก
- ทางด้านการเมือง
1.ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
2.ส่งเสริมความมั่นคงปลอดภัย และภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ประเทศ

แหล่งอ้างอิง
สรุปเนื้อหาบทที่ 1 จาก เอกสารคำสอนวิชา อุตสาหรรมการท่องเที่ยว รหัสวิชา HT 201
ภาพ จาก www.google.com